ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ลิงค์เวบราชการ
dot
dot
รวมลิงค์เวบเกษตร
dot
dot
ราคาสินค้าเกษตร
dot
dot
เวบลิงค์อื่น ๆ
dot


ห้องสมุดการเกษตร
http://www.hotmail.com
http://www.sanook.com
http://longlivetheking.kpmax.com/
http://www.krobkruakao.com/


การปลูกลิ้นจี่

พันธุ์ลิ้นจี่

พันธุ์ที่นิยมปลูก สำหรับทางภาคเหนือ ได้แก่ พันธุ์ฮงฮวย พันธุ์โอวเฮียะ พันธุ์กิมเจ็ง และพันธุ์จักรพรรดิ์ ส่วนทางภาคกลาง ได้แก่ พันธุ์ค่อม

พันธุ์ฮงฮวย
ลักษณะประจำพันธุ์
ต้นที่ทรงพุ่มใหญ่ ลำ ต้น สีนํ้าตาลอมเทา ช่วงข้อบนกิ่งห่างใบหนา สีเขียว ขอบใบบิดเป็นคลื่นปลายใบไม่ค่อยแหลมใบมี 3-4 คู่ ยอดสีเหลืองอ่อนปนเขียว ให้ผลดกติดผลดีสมํ่าเสมอ ลักษณะผลทรงยาวรีคล้ายรูปไข่ เปลือกบาง ผิวสีแดงปนชมพู เนื้อสีขาวขุ่น รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อยเมล็ดโต เปลือกบางทำ ให้ชอกชํ้าง่าย และขั้วผลมักหลุดร่วงง่าย
พันธุ์ฮงฮวย แบ่งออกได้หลายสายพันธุ์ เช่น ฮงฮวยไหล่กว้าง ฮงฮวยฝาง
ฤดูกาลเก็บเกี่ยว เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน

พันธุ์โอวเฮียะ
ลักษณะประจำพันธุ์
ต้นมีทรงพุ่มเล็ก ง่ามกิ่งเป็นมุมแคบ ใบเล็กยาวสีเขียวเข้ม  ยอดอ่อนสีแดง ใบมี 2-3 คู่ โคนใบและปลายใบเรียวแหลมเป็นพันธุ์หนักออกดอกติดผลไม่ค่อยสมํ่าเสมอช่อผลมีขนาดเล็กผลทรงคล้ายรูปหัวใจป้อมมีไหล่สูงทั้งสองด้าน ผิวผลมีสีแดงเลือดนกค่อนข้างคลํ้า หนามที่ผิวเรียบห่าง เปลือกหนาเนื้อหนามีสีขาวขุ่น เนื้อนุ่มฉํ่านํ้า มีกลิ่นหอม เมล็ดเล็กลีบผลแก่ช้ากว่าพันธุ์ฮงฮวยประมาณ 2 สัปดาห์
พันธุ์นี้ชอบอากาศเย็นกว่าพันธุ์ฮงฮวย
ฤดูกาลเก็บเกี่ยว เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน

พันธุ์กิมเจ็ง
ลักษณะประจำพันธุ์
ต้นที่ทรงพุ่มเล็ก โตช้า ใบเล็กรูปไข่มีขนาดสั้นและแคบใบมี 1-3 คู่ ยอดแดง ยอดอ่อนสีม่วงแดง ผลทรงกลม เปลือกมีหนามใหญ่ห่าง ผิวสีแดงอมชมพู ร่องหนามมีสีอ่อน เนื้อหนาสีขาวขุ่นรสหวาน
พันธุ์นี้แบ่งได้เป็น กิมเจ็งหนามแหลม และกิมเจ็งหนามราบการออกดอกติดผลค่อนข้างยาก  และต้องการอากาศเย็นจัด
ฤดูกาลเก็บเกี่ยว เดือนพฤษภาคม –มิถุนายน

พันธุ์จักรพรรดิ์
ลักษณะประจำพันธุ์
ต้นมีทรงพุ่มใหญ่ ใบมีขนาดใหญ่ โคนใบกว้างค่อยๆ เรียวไปด้านปลายใบ มีสีเขียวเข้มเป็นมัน ผลทรงหัวใจกลม ขนาดใหญ่เปลือกหนามีสีแดงเข้ม ผิวหยาบหนามเรียบ มีขนาดใหญ่ห่าง เนื้อหนา มีสีขาวขุ่น ฉํ่านํ้า รสหวานเมล็ดมีขนาดโต สีนํ้าตาลเข้มพันธุ์นี้ต้องการอากาศเย็นจัด
ฤดูกาลเก็บเกี่ยว เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน

พันธุ์ค่อม
ลักษณะประจำพันธุ์
ลำ ต้นและกิ่งเรียบ ลำ ต้นสีนํ้าตาลอ่อน กิ่งแข็งแรง ทรงพุ่มค่อนข้างกลมใบแคบเรียว กลางใบพอง ปลายใบเรียวแหลม ใบมี 2-4 คู่ สีใบด้านบนเขียวเป็นมัน ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผลมีขนาดใหญ่กลมสีแดงเข้ม เปลือกกรอบบาง หนามห่างสั้นแหลม เนื้อหนา หวาน มีกลิ่นพิเศษเนื้อแห้ง สีขาวขุ่น  พันธุ์นี้ออกดอกติดผลง่าย ไม่ต้องการอากาศเย็นจัด
ฤดูกาลเก็บเกี่ยว เดือนเมษายน

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์ลิ้นจี่ ทำ ได้หลายวิธี ได้แก่ การตอน การทาบกิ่ง การเสียบยอด แต่วิธีที่นิยมขยายพันธุ์ลิ้นจี่ คือ การตอน

การตอนกิ่ง
การตอนกิ่งส่วนใหญ่จะทำ ให้ฤดูฝน เพราะเป็นระยะที่ต้นไม้กำ ลังเจริญเติบโต ฝนตกบ่อยไม่ต้องเสียเวลาในการรดนํ้าให้กับกิ่งตอน ขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้
1. เลือกกิ่งลิ้นจี่ที่จะขยายพันธุ์ ควรเป็นกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป กล่าวคือใบเปลี่ยนจากใบอ่อนเป็นใบแก่แล้ว กิ่งสีนํ้าตาลลอมเขียวและผิวเปลือกเรียบไม่ขรุขระ
2. ควั่นกิ่ง ขนาด 1 –1.5 นิ้ว แล้วลอกเปลือกออก
3. ขุดเยื่อเจริญออก โดยใช้สันมีดลากจากบนลงลา่ ง ระวังอย่าให้กระทบกระเทือนรอยแผลด้านบนซึ่งจะเป็นบริเวณที่รากจะออก
4. นำ ตุ้มตอนที่ได้จากการนำ ขุยมะพร้าวที่ตีเอาเส้นใยออกแล้วไปแช่นํ้าบีบให้หมาดๆ แล้วอัดลงในถุงพลาสติกขนาดเล็กประมาณ 4X6 นิ้ว ผูกปากถุงให้แน่น ผ่าตุ้มตอนตามยาวแล้วหุ้มไปบนรอยแผลมัดด้วยเชือกทั้งบนและล่างรอยแผล
5. เมื่อเกิดรากพอเหมาะ ประมาณ 30-45 วัน จึงตัดออกจากต้นและนำ มาชำ ในถุงพลาสติกหรือกระถางประมาณ 1 เดือน จึงนำ ลงปลูกในแปลง

       

ภาพประกอบขั้นตอนการตอนกิ่ง

การปลูกลิ้นจี่

การเตรียมพื้นที่

พื้นที่ลุ่ม  พื้นที่ซึ่งเป็นที่ลุ่มจำ เป็นต้องยกร่อง ควรยกแปลงให้มีความกว้างของแปลงอย่างน้อย 6 เมตรร่องลึก 1 เมตร กว้าง 2 เมตร เพื่อระบายนํ้าให้ฤดูฝนและกักนํ้าให้ฤดูแล้ง

พื้นที่ดอน

            - พื้นที่ดอน ควรจะปรับพื้นที่ให้เรียบเพื่อสะดวกต่อการปฏิบัติงาน
            - ถ้าพื้นที่มีความลาดชันมาก ควรจัดทำ แนวชั้นบันได หรือปรับระดับบริเวณหลุมปลูก

ระยะปลูก
             ลิ้นจี่ใช้ระยะปลูกระหว่าง 8X8 เมตร ถึง 10X10 เมตร ในพื้นที่ยกร่องขนาดของร่องจะบังคับระยะไว้ 8 เมตร ส่วนในพื้นที่ดอนระยะปลูกขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดินเลวปลูกถี่
ดินดีปลูกห่าง

การเตรียมหลุมปลูก ในพื้นที่ลุ่มควรชุดหลุมในแนวตรงบนแปลงขนาด กว้าง ยาว ลกึ ประมาณ 50-80 เซนติเมตร ผสมดินปลูกด้วยปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา ส่วน 3:1 โดยปริมาตร คลุกให้เข้ากันแล้วกลบลงหลุมโดยให้ดิน บริเวณปากหลุมสูงกว่าดินเดิมประมาณ 15 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ดอนขุดหลุมในแนวตรง กว้าง ยาว  และลึกประมาณ 50-80 เซนติเมตร และเตรียมหลุมเช่นเดียวกันกับการเตรียมหลุมในที่ลุ่ม
การเตรียมกิ่งพันธุ์ ควรจะเตรียมกิ่งตอนไว้ล่วงหน้าให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรงตั้งตัวได้แล้ว โดยเลี้ยงไว้ในเรือนเพาะชำ ก่อนนำ ลงปลูก

ไม้หลักพยุง ใช้ไม้ไผ่รวกหรือไม้ที่แข็งแรงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1.5 เซนติเมตร  และยาวไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร 

ร่มเงา ใช้เพิงหรือกิ่งไม้ที่ใบไม่ร่วง เช่น ทางมะพร้าวบังแดดด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก

วิธีการปลูก
        นำ กิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูกกลางหลุม หากภาชนะที่ใช้เพาะสลายตัวยาก เช่น ถุงพลาสติก หรือกระถาง ต้องนำ กิ่งพันธุ์ออกจากภาชนะก่อนปลูก การปลูกควรให้ระดับดินบนภาชนะเพาะชำอยู่เท่ากับระดับดินในแปลง กลบดินโดยรอบ กดให้แน่น หลังจากนั้นให้ไม้หลักที่เตรียมไว้ปักใกล้ๆ กับกิ่งพันธุ์และผูกเชือกพยุงตัวไว้เพื่อให้ต้นตั้งตรงบังด้วยร่มเงา รดนํ้า

การปฏิบัติดูแลรักษาหลังปลูก

การให้นํ้า  ช่วงเวลาหลังจากปลูกจะตรงกับฤดูฝน ถ้าฝนตกหนักควรทำ ทางระบายนํ้า และตรวจดูบริเวณหลุมปลูก ถ้าดินยุบตัวเป็นแอ่งมีนํ้าขังต้องพูนดินเพิ่ม แต่ถ้าหากฝนทิ้งช่วงควรรดนํ้าให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ
การปลูกพืชเสริมรายได้  ในระหว่างที่ลิ้นจี่ยังเล็ก ควรปลูกพืชแซมเพื่อเสริมรายได้ เช่น พืชไร่ พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ  โดยเลือกปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และตรงกับความต้องการของตลาด
การปลูกซ่อม  เมื่อตรวจพบว่าต้นลิ้นจี่ตายหลังจากปลูกให้รีบปลูกซ่อม
การป้องกันกำ จัดโรคและแมลง  ในช่วงที่แตกใบอ่อน ควรตรวจสอบ และฉีดสารเคมีป้องกันกำ จัดโรคและแมลงที่ทำ ลายใบอ่อน
การควบคุมวัชพืช  ควบคุมวัชพืชโดยใช้วิธีขุด ถาก ถอน หรือ ตัด พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำ จัดวัชพืช  เพราะต้นลิ้นจี่ยังเล็กอยู่ ละอองสารเคมีอาจจะไปทำ ลายต้นลิ้นจี่ได้ นอกจากนั้นแล้วการปลูกพืชแซม  ในพื้นที่ว่างในขณะที่ต้นลิ้นจี่ยังเล็ก จะเป็นวิธีที่ช่วยลดปัญหาวัชพืชได้

การตัดแต่งกิ่ง 

          ควรเลี้ยงให้มีลำ ต้นกลางเพียงต้นเดียวและไว้กิ่งแรกสูงจากพื้นดินประมาณ 40-80 เซนติเมตร  และตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค กิ่งนํ้าค้าง กิ่งแขนงเล็กๆ ด้านในทรงพุ่ม กิ่งไขว้ ตลอดจนกิ่งที่ทำ มุมแคบออกและควรทารอยแผลที่ตัดด้วยปูนแดงกินกับหมาก

การปลูกไม้บังลม
          ในแหล่งที่มีลมแรงควรเตรียมการปลูกไม้บังลมไว้ก่อนโดยพิจารณาถึง
          1. ทิศทางลม
          2. ชนิดไม้บังลมท่จี ะปลูกควรโตเร็ว กงิ่ กา้ นนอ้ ย ทรงสงู ทนทานต่อสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะต้านทานลมได้ดี เช่น ไม้ไผ่รวก
          3. ปลูกให้ห่างจากแถวลิ้นจี่ อย่างน้อย 6 เมตร
          4. การปลูกไม้บังลม ปลูก 2 แถวสลับฟันปลา และควรปลูกไม้บังลมก่อนปลูกลิ้นจี่ 1 ปี เป็นอย่างน้อย ไม้บังลมจะมีกี่แนวขึ้นอยู่กับระยะความยาวของสวนกับความสูงของไม้บังลมก่อนลิ้นจี่ 1 ปี เป็นอย่างน้อย ไม้บังลมจะมีกี่แนวขึ้นอยู่กับระยะความยาวของสวนกับความสูงของไม้บังลมโดยอาศัยปลูกทุกแนวที่ 10 เท่า ของความสูงไม้บังลมเมื่อโตเต็มที่

การปฏิบัติดูแลรักษา

การให้นํ้า
           ! ลิ้นจี่อายุ 1-3 ปี ในฤดูแล้งให้นํ้าสมํ่าเสมออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง
           ! ลิ้นจี่ต้นที่ให้ผลผลิตแล้วในฤดูแล้งต้องให้นํ้าสมํ่าเสมออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง แต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ก่อนออกดอกควรงดการให้นํ้า หากมีฝนตกต้องทำ ทางระบายนํ้าออกจากแปลงทำ บริเวณโคนต้นให้โปร่งเพราะต้องการความชื้นน้อยในระยะก่อนการออกดอก หลังจากสังเกตเห็นเริ่มแทงช่อดอกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ของทรงต้น ควรเริ่มให้นํ้าปริมาณที่น้อยและให้บริเวณรอบนอก ของรงพุ่มต่อจากนั้นค่อยๆ เพิ่มปริมาณนํ้าและให้นํ้าในทรงพุ่มมากขึ้น โดยให้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และควรงดให้นํ้าก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต 7-10 วัน
           ! ปริมาณนํ้าที่ให้แต่ละครั้งขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อดินขนาดของทรงพุ่มและวิธีการให้นํ้า

วิธีการให้นํ้า
           วิธีการให้นํ้า แบ่งเป็น 4 แบบใหญ่ๆ ดังนี้
           1. การให้นํ้าทางใต้ผิวดิน  เป็นการให้นํ้าโดยยกระดับนํ้าใต้ดินให้สูงขึ้นจนถึงระดับที่รากสามารถดูดไปใช้ได้ เช่น การยกร่องปลูก
           2. การให้นํ้าทางผิวดิน
                  - การปล่อยให้นํ้าขังหรือปล่อยให้ไหลไปตามผิวดิน การให้นํ้าแบบนี้จะต้องปรับพื้นที่ให้เรียบและมีความลาดเทเล็กน้อย (ประมาณ 2%)
                  - การใช้สายยาง โดยสูบนํ้าจากแหล่งนํ้าและลากสายยางรดตามต้น
           3. การให้นํ้าแบบฉีดฝอย  เป็นการให้นํ้าโดยผ่านทางท่อด้วยแรงดันและให้นํ้าพ่นเป็นฝอยทางหัวฉีดบริเวณทรงพุ่ม วิธีนี้จะประหยัดนํ้ากว่าการให้นํ้าแบบที่ 2 ทำ ได้รวดเร็วสมํ่าเสมอและใช้แรงงานน้อย แต่การลงทุนครั้งแรกค่อนข้างสูง
           4. การให้นํ้าแบบหยด  เป็นการให้นํ้าเฉพาะบริเวณรากโดยให้นํ้าไหลเป็นหยดนํ้าสายนํ้าหรือเม็ดนํ้าเล็กๆ ผ่านหัวปล่อยนํ้า โดยให้มีความชื้นในระดับที่รากสามารถดูดไปใช้ได้ การให้นํ้าวิธีนี้จะประหยัดนํ้ามากเพราะมีการสูญเสียนํ้าน้อยมาก สามารถควบคุมปริมาณนํ้าได้ ใช้แรงงานน้อยและลดปัญหาเรื่องวัชพืชด้วย

การให้ปุ๋ย
           1. การให้ปุ๋ยลิ้นจี่ที่ยังไม่ให้ผลผลิต (อายุ 1-3 ปี)
                 - อายุปีแรกให้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ต้นละประมาณครึ่งกิโลกรัม/ต้น/ปี  แบ่งให้ 2-3 ครั้ง ครั้งแรกช่วงต้นฤดูฝน ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรก 2-3 เดือน และครั้งที่ 3 ช่วงปลายฤดูฝน
                 - ปีที่ 2-3 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปีละ 2 ครั้ง อัตรา 10-20 กิโลกรัม ต่อต้นและปุ๋ยเคมีสูตร15-15-15 ปีละ 2 ครั้ง อัตรา 300-400 กรัมต่อต้นต่อครั้ง โดยครั้งแรกให้ในช่วงต้นฝน และครั้งที่ 2 หลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 2-3 เดือน หรือเมื่อลิ้นจี่แตกใบอ่อนแล้ว
           2. การให้ปุ๋ยลิ้นจี่ที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุมากกว่า 4 ปี) แบ่งใส่ 3 ระยะ อัตรา 2-5 กิโลกรัมต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพและอายุของต้นลิ้นจี่
                 ระยะที่ 1 หลังการเก็บเกี่ยวผลแล้วต้องตัดแต่งกิ่งและให้ปุ๋ยในเดือนมิถุนายน เพื่อบำ รุงต้นให้เจริญเติบโตสมบูรณ์ โดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อต้น และปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเช่น
15-15-15
                 ระยะที่ 2 การให้ปุ๋ยในระยะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตรียมต้นลิ้นจี่ให้พร้อมที่จะออกดอกในฤดูกาล ประมาณเดือนตุลาคมควรให้ปุ๋ย สูตร 8-24-24, 12-24-12
                 ระยะที่ 3 การให้ปุ๋ยในระยะติดผล ให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1-3 กิโลกรัมต่อต้น เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพดีโดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง คือ
                           - ติดผลโตขนาด 5 มิลลิเมตร
                           - ขนาดผลโตปานกลาง
                           - ขนาดผลโตเต็มที่
            3. วิธีการใส่ปุ๋ยเคมี
                           - ควรแบ่งปุ๋ยที่จะใส่ต่อต้นเป็น 4 ส่วน ใส่บริเวณชายทรงพุ่มประมาณ 3 ส่วน และที่เหลือประมาณ 1 ส่วน หว่านในบริเวณทรงพุ่ม
                           - หลังการใส่ปุ๋ยต้องพรวนดินรวบชายทรงพุ่มและรดนํ้าให้ชุ่ม

           4. การให้ปุ๋ยทางใบ  การให้ปุ๋ยทางใบเป็นการเสริมให้ต้นลิ้นจี่ได้รับปุ๋ยโดยตรงและต้นลิ้นจี่สามารถนำ ไปใช้ได้ทันทีซึ่งควรใช้ในกรณีต่อไปนี้
                      - เมื่อต้นลิ้นจี่แตกใบอ่อนช้าหรือไม่สมํ่าเสมอ ควรใช้ปุ๋ยไทโอยูเรียอัตรา 100-150 กรัมต่อนํ้า 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน จะช่วยให้การแตกใบอ่อนเร็วขึ้นและพร้อมกัน
                      - ถ้าใบมีความสมบูรณ์ตํ่าคือใบไม่มีสีเขียวเข็มเป็นมัน ควรพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 30-20-10 หรือ 20-20-20 อัตรา 20-30 ซีซี ต่อนํ้า 20 ลิตร จะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แก่ใบให้มากขึ้น
                      - ระยะใบแก่ก่อนออกดอกเพื่อช่วยให้ใบแก่เร็วขึ้น และช่วยป้องกันการแตกใบอ่อนเมื่อมีฝนตกควรพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 อัตรา 100-150 กรัม ต่อนํ้า 20 ลิตร 2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน
                      - ช่วงลิ้นจี่ใกล้ออกดอก ควรพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์และกระตุ้นตาดอก เช่น ปุ๋ยสูตร 10-52-17 หรือ 10-45-10 อัตรา 20-30 ซีซี ต่อนํ้า 20 ลิตร และหลังจากแทงช่อดอกแล้วควรฉีดพ่นอีกครั้งเพื่อบำ รุงช่อดอกและช่วยให้ติดผลดีขึ้น
                      - ช่วงลิ้นจี่ติดผลขนาดโตปานกลาง อาจให้ปุ๋ยทางใบเพื่อช่วยเร่งการเจริญ  และเพิ่มคุณภาพของผล โดยใช้ปุ๋ยสูตร 10-20-30 อัตรา 20-30 ซีซี ต่อนํ้า 30 ลิตร

การพรวนดิน

ทำหลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้ง พรวนบริเวณรอบทรงพมุ่ และรดน้ำ ให้ชุ่ม

การตัดแต่งกิ่ง
เมื่อต้นลิ้นจี่อายุ 1-2 ปี สร้างทรงต้นให้มีลำต้นเดียว  และต้นมีความสูงประมาณ 1 เมตร ตาข้างจะเจริญเป็นกิ่งจำนวนมากเลือกกิ่งให้เหลือกิ่งที่ต้องการ 3-4 กิ่ง โดยเลือกกิ่งที่มีมุมกว้างสูงจากระดับดินประมาณ 50 เซนติเมตร ไว้  ต้นลิ้นจี่ที่ให้ผลผลิตแล้ว การตัดแต่งกิ่งช่วยให้ทรงพุ่มโปร่งดูแลรักษาสะดวก ป้องกันการโค่นล้ม  และช่วยให้ผลดกสมํ่าเสมอทุกปี ซึ่งสามารถแบ่งได้ เป็น 2 ประเภท คือ
          1. การตัดแต่งกิ่งประจำ ปีต้องทำ ทุกปีหลังเก็บผลแล้วโดยให้ตัดกิ่งที่ฉีกหักก่อน ถ้ากิ่งโดคาดว่าไม่ออกดอกอีกแล้วก็ให้ตัดชิดโคนกิ่งเลย ส่วนกิ่งที่ต้องการให้แตกยอดใหม่ให้ตัดเหลือไว้ให้ยาว ต่อไปให้ตัดกิ่งที่ไม่แข็งแรง กิ่งที่อยู่ในทรงพุ่มไม่เจริญออกมานอกทรงพุ่มกิ่งที่เป็นโรค แมลงทำ ลาย กิ่งแห้งและกิ่งกระโดงโดยตัดให้ชิดโคนกิ่งกระโดดโดยตัดให้ชิดโคนกิ่งแล้วทาแผลด้วย สีนํ้ามัน กิ่งแห้งและกิ่งกระโดงโดยตัดให้ชิดโคนกิ่งแล้วทาแผลด้วย สีนํ้ามัน หรือ ปูนขาวหรือยากันเชื้อรา
          2. การตัดสมบูรณ์ ให้ตัดได้เต็มที่ แต่ถ้าต้นโทรมากให้ตัดออกเพียงเล็กน้อย
                 2.1 ถ้าต้นสมบูรณ์ ให้ตัดได้เต็มที่ แต่ถ้าต้นโทรมมากให้ตัดออกเพียงเล็กน้อย
                 2.2 ตัดแต่งด้วยความระมัดระวังอย่าให้กิ่งชํ้า หรือกระทบกระเทือน กิ่งใหญ่ควรใช้มีดตัดก่อนแล้วใช้เลื่อยตามอีกครั้ง

การบังคับให้ลิ้นจี่ออกดอกโดยการควั่นกิ่ง

          การควั่นกิ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้กิ่งมีการเก็บสะสมอาหารมากขึ้นระยะที่เหมาะสมในการควั่นกิ่ง คือ ช่วงที่ลิ้นจี่แตกใบอ่อน ครงั้ ที่ 2 (ชว่งเดือนตุลาคม)
กิ่งที่ควั่น ควรเป็นกิ่งที่มีส่วนกลมมากที่สุดการเลือกขนาดกิ่งจะเลือกตามอายุลิ้นจี่  ดังนี้

         1. อายุ 4-6 ปี เลือกกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 / 2 – 2 นิ้ว
         2. อายุ 7-10 ปี เลือกกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 นิ้ว
         3. อายุ 11-15 ปี เลือกกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-8 นิ้ว

วิธีการควั่นกิ่ง
         ใช้เลื่อยโค้งเล็กขนาด 1 มิลลิเมตร เลื่อยให้ทะลุเปลือกตัดเยื่อเจริญโดยรอบแล้วใช้ลวดทองแดงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 มิลลิเมตรรัดแล้วใช้คีมดึงขันลวดให้แน่นสนิทกับรอยเลื่อย หลังจากนั้น ประมาณ 30-40 วัน สังเกตดูจะเห็นส่วนบนของรอยควั่นจะโตกว่าส่วนล่างเล็กน้อยจึงแก้ลวดมัดออก  ตำแหน่งกิ่งที่ไม่ควรควั่น
         - ตำแหน่งลำต้น
         - ตำแหน่งกิ่งใหญ่

ข้อเสียของการควั่นกิ่งที่ไม่ถูกวิธี
         1. ควั่นกิ่งที่โต หรือลำ ต้น ทำ ให้กิ่งหรือต้นตายได้
         2. ควั่นโดยใช้เลื่อยโต ผิดขนาดแผลใหญ่ ทำ ให้แผลหายไม่สนิทหลังติดผลต้นจะโทรม
         3. ใช้ลวดโตเกินไป ทำ ให้เกิดบาดแผลลึก ต้นจะโทรม
         4. ช่วงระยะเวลาบังคับนานเกินไป ทำ ให้แผลมีขนาดใหญ่
         5. ควั่นกิ่งขณะที่แตกใบอ่อน ทำ ให้ใบไม่สมบูรณ์เป็นโรคง่าย

การห่อผล
         เมื่อผลลิ้นจี่เริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดงเรื่อๆ หรือเริ่มจะแก่หรือก่อนเก็บเกี่ยว 20-25 วัน ควรห่อผลใช้ถุงกระดาษหรือถุงพลาสติก (ตัดปลายถุง) ห่อทั้งช่อผล ผูกปากถุงกับโคนก้านช่อให้แน่น ให้ผลทั้งช่ออยู่ในถุง

วิธีการสังเกตผลแก่
         เมื่อผลลิ้นจี่แก่ คือ หลังจากดอกบานประมาณ 4 เดือน หรือสังเกตจากขนาดผลโตเต็มที่ สีของผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีชมพูปนแดง ไหล่ผลกว้างออก ฐานของหนามที่เปลือกจะขยายออก
ปลายหนามแหลม ร่องหนามถ่างออกเห็นได้ชัด เนื้อแห้ง กลิ่นหอม รสหวาน เมล็ดมีสีนํ้าตาลเข้มเป็นมัน

   

ผลลิ้นจี่เปลี่ยนสี  เตรียมห่อผล

การเก็บเกี่ยว

เครื่องมือเก็บเกี่ยว
         - กรรไกร
         - พะองหรือบันได

วิธีการเก็บเกี่ยว
         การเก็บผลผลิต ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่แสงแดดไม่จัด โดยใช้พะองหรือบันไดพาดกิ่งแล้วปีนขึ้นไป ใช้กรรไกรตัดช่อผลลิ้นจี่พร้อมทั้งถุงที่ห่อไม่ควรใช้มือหัก เพราะจะทำ ให้เกินแผลช้ำ หรือรอยฉีกขาดในกิ่งมีผลต่อการแตกใบอ่อนในปีต่อไป แล้วใส่เข่งเมื่อเต็มเข่งก็จะโรยเชือกลงมาให้คนข้างล่างขนย้ายไป คัดขนาดและบรรจุหีบห่อต่อไปการเก็บเกี่ยวควรทะยอยเก็บผลผลิตที่แก่พอเหมาะ ประมาณ 2-3 วันต่อครั้งอย่าให้ผลแก่จัดเกินไป จะทำ ให้คุณภาพตํ่า

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
        หลังจากเก็บผลผลิตลิ้นจี่จากต้นแล้ว จะขนย้ายมารวมกันในที่ร่มเพื่อทำ การตัดแต่งช่อผลตัดผลเล็ก ผลลีบ ผลแตกและผลที่มีร่องรอยการทำ ลายของโรคแมลงออก รวมทั้งก้านที่ไม่มีผลออก
ถ้าบรรจุงอกเป็นผลเดี่ยว ๆ ให้ใช้กรรไกรตัดชิดขั้วผล ห้ามใช้มือปลิดเพราะจะทำ ให้เกิดรอยแผลซึ่งจะทำ ให้เกิดโรคภายหลังได้เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพจึงควรคัดขนาดและคุณภาพของลิ้นจี่สำ หรับลิ้นจี่ที่ส่งขายต่างประเทศได้กำ หนดมาตราฐานได้ ดังนี้
       - ผลลิ้นจี่ขนาดโต สมํ่าเสมอ
       - ไม่มีดโรคและแมลง
       - เมล็ดเล็ก
       - ควรมีก้านผลไม่เกินร้อยละ 20 โดยนํ้าหนัก

การเก็บรักษา
        การเก็บรักษาไว้ให้ได้นาน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วต้องลดอุณหภูมิโดยเร็วโดยนำ ไปจุ่มนํ้าเย็นประมาณ 10 นาที เมื่อผลสะเด็ดนํ้า นำ ไปเก็บในห้องเย็น

การบรรจุหีบห่อและภาชนะที่ใช้บรรจุ
        การบรรจุลิ้นจี่ควรคัดเลือกผลที่สมบูรณ์และมีคุณภาพตามความต้องการของตลาด บรรจุให้เต็มพอดี ไม่แน่นไม่หลวมเกินไป และไม่ควรบรรจุผลเลยเหนือภาชนะที่ใช้บรรจุ เพราะเวลาปิดฝาจะทำ
ให้ลิ้นจี่ด้านบนไดรับความเสียหาย เนื่องจากแรงกดโดยตรงเมื่อวางภาชนะบรรจุซ้อนกันและยังก่อให้เกิดปัญหาในการวางภาชนะเรียงซ้อนกัน ทำ ให้ภาชนะบรรจุเคลื่อนที่และสั่นสะเทือนตลอดเวลา ขณะที่ยานพาหนะเคลื่อนที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับลิ้นจี่ที่บรรจุข้างใน

 แมลงศัตรูของลิ้นจี่

ไรลิ้นจี่ หรือกำมะหยี่
          ไรชนิดนี้ตัวมีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าตัวมีขาวคล้ายหนอนมีขา 4 คู่ ทำลายพืชโดยดูดน้ำ เลี้ยงจากใบทำ ให้พืชสร้างขนสีน้ำ ตาลขึ้นที่ผิวด้านใต้ใบ หรือส่วนของพืชบริเวณ
ที่ถูกดูดกินใบพืชจะหงิกงอโป่งพองขึ้นเป็นกระเปาะ ผิวใบภายในกะเปาะมีขนสีนํ้าตาลขึ้นปกคลุมเป็นแผ่นหนาคล้ายพรม ตัวไรก็จะอยู่บริเวณกะเปาะนั้นไรดูดกินนํ้าเลี้ยงมีผลทำ ให้ต้นลิ้นจี่ขาดนํ้าและลดพื้นที่ใบในการปรุงอาหารทำ ให้ผลผลิตลดลงได้ ไรชนิดนี้จะระบาดมากในฤดูแล้ง

การป้องกันกำจัด
         1. ตัดยอดใบ ที่มีการเข้าทำ ลายของไรทำ ลายเสีย
         2. พ่นสารไมแทค 20% อัตรา 40 ซีซี/นํ้า 20 ลิตร หรือเดเดรก 30% ซีซี/นํ้า 20 ลิตร หรือเคเทน อัตรา 30 ซีซี ต่อนํ้า 20 ลิตร

หนอนเจาะลำต้น
         ตัวหนอนจะเจาะลำ ต้น กิ่ง ทำ ให้กิ่งผุและตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด
         ใช้สารเคมีกำ จัด เช่น ใช้มาลาไธออน ผสมนํ้าหยอดรูที่หนอนเจาะ แล้วอุดด้วยดินเหนียวทับที

หนอนเจาะขั้วผลลิ้นจี่
         หนอนชนิดนี้มีขนาดลำตัว ยาว 1 เซนติเมตร ตัวมีสีขาวนวลในระยะผลอ่อนหนอนเจาะกินเนื้อ  และเมล็ดทำให้ผลอ่อนร่วง เมื่อผลลิ้นจี่โตขึ้นหนอนจะกัดกินที่บริเวณขั้วผล ทำให้ผลร่วง

การป้องกันกำจัด
         1. เก็บผลที่ร่วงทำ ลายโดยการเผา หรือฝังดิน
         2. เมื่อลิ้นจี่เริ่มติดผล พ่นด้วยเซฟวิน 85 % WP อัตรา 45-60 กรัม/นํ้า 20 ลิตร และเมื่อพบมีการระบาดมากพ่นด้วยกูซาไธออน 40% EC อัตรา 30 ซีซี/นํ้า 20 ลิตร

ผีเสื้อมวนหวาน
         ผีเสื้อชนิดนี้เข้าทำ ลายผลไม้ในเวลากลางคืน ผีเสื้อจะเข้าทำ ลายเมื่อลิ้นจี่ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้วโดยใช้งวงปากเจาะผลและดูดนํ้าหวานในผลลิ้นจี่ทำ ให้ผลเน่าและร่วงได้ เมื่อใช้มือบีบทำ ผลเบา ๆ จะมีนํ้าออกมาจากรูที่ถูกเจาะ

ารป้องกันกำจัด
     1. ใช้เหยื่อพิษล่อ โดยใช้ผลไม้สุก เช่น สับปะรดจุ่มสารเคมีอัตรา 1 ช้อนชาต่อนํ้า 1 ลิตรแช่ไว้นาน 5 นาที แล้วนำไปแขวนที่ต้นลิ้นจี่  เมื่อผีเสื้อมาดูดน้ำหวานก็จะตาย

     2. จับตายแก่ในช่วงเวลาที่มีผีเสื้อออกหากินคือเวลา 20.00-22.00 น.
     3. ห่อผลลิ้นจี่ในระยะผลลิ้นจี่เริ่มแก่

มวนลำไย
      มวนลำไยหรือแมงแกง นอกจากเป็นศัตรูที่สำ คัญของลำ ไยแล้วยังเข้าทำ ลายลิ้นจี่เช่นเดียวกันตัวแก่ของแมลงชนิดนี้มีสีนํ้าตาลตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเข้าดูดนํ้าเลี้ยงใบอ่อน ดอกและผล ทำ ให้ดอกใบแห้งและผลร่วงได้

การป้องกันกำจัด
      1. พ่นสารเคมีเซฟวิวน 85% WP ในอัตรา 45-60 ซีซี/นํ้า 20 ลิตร เพื่อกำ จัดตัวอ่อนและตัวเต็มวัยในขณะที่เริ่มระบาด คือในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือน เมษายน ซึ่งสามารถกำ จัดได้ง่าย
      2. จับไข่ ตัวอ่อน ตัวเต็มวัย ทำ ลายเมื่อพบ
      3. ปล่อยแตนเบียนไข่มวนลำ ไย

หนอนคืบกินใบ
      หนอนชนิดนี้พบทำ บายลิ้นจี่ ลำ ไย และเงาะ จะระบาดในช่วงที่ลิ้นจี่แตกใบอ่อนโดยหนอนกัดกินใบลิ้นจี่

การป้องกันกำจัด
      เมื่อลิ้นจี่แตกใบอ่อน พ่นสารเคมี เซฟวิน 85% WP อัตรา 45-60 กรัม/นํ้า 20 ลิตร ถ้าระบาดมากพ่น อะโซดริน 60% WSC การตอนกิ่งอัตรา 15-20 ซีซี/นํ้า 20 ลิตร

โรคของลิ้นจี่

โรคราดำ
       เกิดจากพวกเพลี้ยทำ ลายมาก่อนแล้วถ่ายมูลไว้ ต่อมาทำ ให้เกิดราดำ

การป้องกันกำจัด  ใช้สารเคมีฉีดพ่นกำ จัดเพลี้ย

โรคกร้านแดด (ม้วนแดด)
         เกิดจากใบลิ้นจี่ถูกแดดเผาเนื่องจากแดดจัดอากาศแห้งในฤดูหนาวทำ ให้อัตราการสูญเสียนํ้าไม่ได้สัดส่วนกับนํ้าที่มีอยู่ในใบ การแก้ไขต้องให้สวนมีความชื้นโดยการให้นํ้าสมํ่าเสมอ

โรคราสีชมพู
         เกิดตามกิ่งโดยเฉพาะง่ามกิ่งทำ ให้ส่วนยอดแห้งตาย

การป้องกันกำจัด  ใช้ยากำจัดเชื้อราพวกคาร์เบนดาซิม (เบนโนมิล)

โรคราสนิม
          เป็นขุยสนิมเหล็กด้านท้องใบ ใช้ยาแมนโคแซบ (ไดเทนเอ็ม 45) หรือไตรอาไดมีฟอน เช่น  ไบเลตอน 25% WP

ปฏิทินการปฏิบัติดูแลรักษา

• มกราคม
ระยะดอกบาน
        - ควรให้นํ้าอย่างสมํ่าเสมอ ใช้วัสดุคลุมโคนเพื่อช่วยรักษาความชื้น
        - ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อบำ รุงช่อดอก และการติดผลที่ดี เช่น ปุ๋ยสูตร 10-45-10 หรือ 10-52-17 อัตรา 20-30 ซีซี. ต่อนํ้า 20 ลิตร
        - ควรนำ ผึ้งมาเลี้ยงในระยะนี้เพื่อช่วยในการผสมเกสร
        - งดการพ่นสารเคมีป้องกันกำ จัดโรคแมลงทุกชนิดในระยะนี้ เพื่อให้แมลงมาช่วยในการผสมเกสรให้มากที่สุด

• กุมภาพันธ์
ระยะติดผลขนาดเล็ก
       - ระยะนี้ต้องให้นํ้าอย่างสมํ่าเสมอ ถ้าขาดนํ้าจะทำ ให้ผลแคระแกรนและร่วงมาก
       - ระยะติดผลขนาด 5 มิลลิเมตร ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 ประมาณ  1  กิโลกรัมต่อต้นเพื่อบำ รุงให้ผลโตอย่างสมํ่าเสมอ
       - ระยะผลโตปานกลาง ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา ประมาณ 1-3 กิโลกรัม ต่อต้น
       - ในระยะนี้อาจมีการระบาดของ หนอนเจาะขั้วผลมวนลำ ไย ไรกำ มะหยี่ ควรฉีดพ่นสารเคมีอย่างต่อเนื่อง เช่น โมโนโคร โคฟอส คาร์บาริล ไดโคฟอล

• มีนาคม - เมษายน
ระยะผลกำ ลังเจริญเติบโต
       - ให้นํ้าอย่างสมํ่าเสมอ
       - ให้ปุ๋ยทางใบเพื่อช่วยให้ผลมีความสมบูรณ์มากขึ้น เช่น ปุ๋ยสูตร 10-20-30 อัตรา 20-30 ซีซี ต่อนํ้า 20 ลิตร
       - ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 30 วัน ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตรตัวท้ายสูง เช่น 13-13-21 เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลิตให้ดีขึ้น
       - ระยะนี้ผลกำ ลังเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ กิ่งจะรับนํ้าหนักมากขึ้น ควรทำ การคํ้ากิ่งด้วยไม้ไผ่ เพื่อช่วยพยุงกิ่งไม่ให้ฉีกหัก
       - เมื่อผลเริ่มเปลี่ยนสี ห่อผลด้วยถุงกระดาษหรือถุงพลาสติกเพื่อป้องกันการทำ ลายของศัตรูพืช
       - ในสวนบางท้องที่ในระยะนี้อาจมีการรบกวนของค้างคาวควรใช้ตาข่ายไนล่อนกันตามแนวช่องระหว่างต้น เพื่อดักจับไปทำ ลายนอกจากนี้ยังมีผีเสื้อมวนหวาน แมลงวันทอง ควรรีบทำ การป้องกันกำ จัดโดยใช้กับดัก เหยื่อพิษและฉีดสารเคมีป้องกันกำ จัดแมลง เช่น คาร์บาริล

• พฤษภาคม
ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต
        - ควรงดการให้นํ้าก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 7-10 วัน เพื่อให้ผลมีคุณภาพดี
        - ก่อนขึ้นไปเก็บผลผลิตควรใช้บันได หรือพะองพาดกิ่งขึ้นไป ใช้กรรไกรตัดช่อผลให้ลึกเข้าไปประมาณ 1 ฟุต จากปลายช่อไม่ควรใช้มือหักช่อผลโดยตรง เพราะจะทำ ให้ปลายกิ่งที่เหลืออยู่เป็นแผลชํ้า หรือมีรอยฉีกขาดเข้าไปในกิ่ง ทำ ให้การแตกยอดอ่อนใหม่รวมทั้งการแทงช่อดอกในปีต่อไปไม่ดีด้วย
        - ควรทยอยเก็บช่อผลที่แก่เต็มที่แล้วประมาณ 2-3 วัน ต่อครั้ง จนหมดต้นอย่าให้ผลแก่จัดตกค้างอยู่บนต้นนาน จะทำ ให้คุณภาพตํ่าลง

• กรกฎาคม
ระยะแตกใบอ่อน
        - ถ้าการแตกใบอ่อนไม่สมํ่าเสมอ หรือ แตกใบอ่อนเช้าควรเร่งให้แตกใบอ่อนเร็วขึ้นโดยใช้ปุ๋ยไทโอยูเรีย อัตรา 100 – 150 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทั่วทรงพุ่มทั่วทรงพุ่ม 1-2 ครั้งห่างกัน 7-10 วัน จะช่วยในการแตกใบอ่อนพร้อมกันและเร็วขึ้นด้วย
       - ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำ จัดโรคแมลงที่มีระบาดในระยะนี้ เช่น ไรกำ มะหยี่  หนอนเจาะกิ่ง หนอนคืบกินใบอ่อน หนอนม้วนใบ โดยใช้ โมโนโครโตฟอส คาร์บาริลหรือ เคนเทน
       - ถ้ามีวัชพืชขึ้นในสวนมาก ควรทำ การกำ จัดให้หมด
       - ให้นํ้าอย่างสมํ่าเสมอ

• สิงหาคม – กันยายน
ระยะใบแก่
      - ถ้าใบมีความสมบูรณ์ตํ่า ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 30-20-10, 20-20-20  อัตรา 20-30 ซีซี. ต่อนํ้า 20 ลิตร เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของใบให้มากขึ้น
      - ให้นํ้าอย่างสมํ่าเสมอ

• ตุลาคม
ระยะใบแก่
      - ควรมีการแต่งกิ่งอีกครั้งโดยตัดเฉพาะกิ่งที่แตกออกมาเป็นกระจุก กิ่งที่ไขว้กัน กิ่งที่ถูกโรคแมลงเข้าทำ ลาย กิ่งนํ้าค้าง
      - ในระยะใบแก่จัดควรใส่ปุ๋ยเคมีตัวกลางและตัวท้ายสูงเช่นสูตร 9-24-24 ประมาณ1-2 กิโลกรัมต่อตัน เพื่อบำ รุงต้นให้มีการสะสมอาหาร และการสร้างตาดอกต่อไป
      - หลังจากหมดฝนแล้วงดการให้นํ้าเพื่อให้ต้นพักตัวเร็วขึ้น
      - ถ้ามีการระบาดของไรกำ มะหยี่ หนอนเจาะกิ่ง หนอนคืบกินใบ ใช้สารเคมี เช่น คาร์บาริล โมโนโครโตฟอส

• พฤศจิกายน
ระยะใบแก่
      - ในระยะนี้ควรกำ จัดวัชพืช และทำ ความสะอาดสวน และใต้ทรงพุ่มแห้งเร็วขึ้น
      - ควรพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 อัตรา 100-150 กรัม ต่อนํ้า 20 ลิตร จำ นวน 2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน เพื่อช่วยให้ใบแก่เร็วขึ้นและช่วยป้องกันการแตกใบอ่อน หากมีฝนตกในช่วงนี้
      - ควรพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อบำ รุงให้ต้นมีความสมบูรณ์ และกระตุ้นการสร้างตาดอกเช่น ปุ๋ยสูตร 10-52-17 , 10-45-10 อัตรา 20-30 ซีซี. ต่อนํ้า 20 ลิตร
      - พ่นสารเคมีป้องกันโรคแมลงที่มีระบาดในระยะนี้ เช่น มวนลำ ไย หนอนเจาะกิ่ง
      - งดการให้นํ้า เพื่อให้ต้นลิ้นจี่มีการสร้างตาดอก
      - ควั่นกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 – 4 นิ้ว โดยใช้เลื่อยขนาด 1 มิลลิเมตร แล้วรัดด้วยลวดที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 มิลลิเมตร เพื่อช่วยให้กิ่งมีการเก็บสะสมอาหารมากขึ้นและแก้มัดลวดออกหลังจากนั้นประมาณ 30-40 วัน

• ธันวาคม
ระยะแทงช่อดอก
      - เมื่อเห็นเป็นช่อดอกแล้วควรมีการให้นํ้าเล็กน้อยและเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ
      - ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อบำ รุงช่อดอกและการติดผลที่ดี เช่น ปุ๋ยสูตร 10-45-10 หรือ 10-52-17 อัตรา 20-30 ซีซี. ต่อนํ้า 20 ลิตร การป้องกันกำ จัดโรคแมลง
      - ระยะนี้อาจจะมีการระบาดของแมลงศัตรูช่อดอก เช่น หนอนกินดอก หนอนเจาะ ก้านดอก มวนลำ ไย ควรทำ การพ่นสารเคมีเป็นระยะ เช่น โมโนโครโตฟอส คาร์บาริล

ขอบคุณข้อมูลจาก  :  สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กรมส่งเสริมการเกษตร
เรียบเรียง : วิษณุ อุทโยภาศ     กองส่งเสริมพืชสวน
จัดทำ      : วิเชียร ภิรมย์สุภาพ  กองเกษตรสัมพันธ์




พันธุ์ไม้ภายในสวน

การปลูกเงาะ
การปลูกลองกอง
การปลูกลำไย
มะม่วงหลายสายพันธุ์



Copyright © 2011 All Rights Reserved.
ไร่นายช่าง เลขที่ 38 หมู่ 4 บ้านวังยาง ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย 42180 โทร. 089-7771082 ,084-7265782